About เหมียว

 

ตอนนี้เหมียวอายุ 44 ปีค่ะ (ปีเกิด พ.ศ. 2508) เป็นลูกสาวคนโตของคุณพ่อกมลชัย ภัทโรดม และคุณแม่ ร.ศ. วิไลลักษณ์ ภัทโรดม   เหมียวโชคดีเกิดมาในครอบครัวที่อบอุ่นมากค่ะ ทั้งพ่อแม่ พี่น้อง รักกันมากๆ เหมียวมีน้องสาว 2 คน น้องแหม่ม (ภัทราธิป ภัทโรดม) และน้องมาย
(อาวิษฎา ภัทโรดม) มีหลาน (ลูกของน้องแหม่ม) 2 คน มุ้มมิ้ม หลานสาว และน้องมาร์ค หลานชายค่ะ ครอบครัวเราเป็นครอบครัวที่ใกล้ชิดกันมาก มีอะไรก็จะคุยกัน ปรึกษาหารือกันตลอดเวลาค่ะ
พ่อกับแม่เป็นพระในบ้านของเราจริงๆค่ะ นอกจากจะอบรมเลี้ยงดูลูกจนเติบใหญ่แล้ว ทุกวันนี้ยังช่วยดูแลเลี้ยงดูหลาน 2 คนอีกด้วยค่ะ ยังคอยช่วยรับหลานจากโรงเรียนอยู่เลย พ่อกับแม่ไม่เคยเลยที่จะทำให้ลูกเสียใจ ไม่เคยเลยที่จะซ้ำเติมลูกเมื่อทำผิด มีแต่ให้ความรักที่บริสุทธิ์อย่างแท้จริง แม่พูดกับเหมียวเสมอว่า "แม่รู้ว่าลูกไม่อยากเกิดแล้ว แต่ถ้าลูกต้องมาเกิดขอให้เกิดเป็นลูกแม่นะจ๊ะ" เหมียวคิดว่าหนทางนี้ยาวไกลนัก หลายล้านลี้ เหมียวแค่อยู่อนุบาล ๑ ของธรรมะค่ะ เหมียวคงได้เกิดเป็นลูกพ่อกับแม่อีกหลายครั้งอยู่ค่ะ

 

       เหมียวรักการท่องเที่ยวเป็นชีวิตจิตใจค่ะ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวแบบ Backpack เป็นการเดินทางที่ไม่มีการวางแผน ไม่มีการจองโรงแรมล่วงหน้า ซึ่งค่อนข้างตรงข้ามกับนิสัยเหมียว ที่ไม่เคยทำอะไรโดยปราศจากการวางแผน แต่เมื่อได้ทำกลับชอบมากค่ะ เพราะมันทำให้ได้ผจญภัย ได้เสี่ยง ได้ตื่นเต้น และได้เห็นมุมมองแปลกใหม่ในที่ต่างๆ ซึ่งหลายๆ ครั้งประสบการณ์เหล่านั้นเป็นสิ่งที่ช่วยสะท้อน ให้เรามองเห็นสัจธรรมต่างๆ ในโลกได้ชัดเจนยิ่งขึ้น อีกทั้งยังสามารถช่วยพัฒนาการเดินทางภายในจิตใจ ของเรามีการไปอีกขั้นหนึ่งด้วย ซึ่งเหมียวเห็นว่าเป็นสิ่ง ที่มีประโยชน์และมีคุณค่าอย่างยิ่งสำหรับการดำเนินชีวิตค่ะ

 

       นอกจากการเดินทางแล้ว งานอดิเรกอีกสองอย่างที่เหมียวรักก็คือ การถ่ายรูปและการดำน้ำค่ะ ซึ่งการถ่ายรูปแรกๆ สำหรับเหมียวนั้นก็เพื่อเก็บภาพสถานที่ต่างๆ ไว้เป็นที่ระลึกเหมือนกับคนอื่นๆ แต่ต่อมาพอเวลามีโอกาสได้พบ ได้เห็นอะไรมากขึ้น เหมียวก็อยากที่จะเก็บรายละเอียด ทุกอย่างไว้มากเท่าที่จะทำได้ เพราะภาพบางอย่างมันละเอียดอ่อนเกินกว่า ที่จะเขียนบรรยายเป็นตัวหนังสือค่ะ อย่างตอนที่เหมียวไปอินเดีย ได้เห็นชีวิตผู้คนหลากหลายรูปแบบ เพราะสังคมของเค้ายังเป็นระบบชั้นวรรณะอยู่ ซึ่งคนที่จนก็จะจนมาก โดยเฉพาะคนที่เป็นจัณฑาลนี่จะน่าสงสารมาก เพราะเค้าจะถูกรังเกียจ ขนาดมีเงินจะเข้าไปซื้อข้าว หลายๆ ร้านก็ไม่ยอมขายให้ (เหมียวทราบเพราะเค้ามาฝากเหมียวซื้อค่ะ) ซึ่งในบางวัน บางเวลาที่เหมียวเหนื่อยๆ จากเรื่องบางอย่าง แล้วมาดูภาพของคนพวกนี้ ได้เห็นสีหน้า เห็นแววตาที่แสดงออกมาในภาพ จะทำให้เหมียวคิดได้ว่า… "เรายังโชคดีกว่าคนอื่นอีกหลายคน…อย่างน้อยเราก็มีโอกาสที่จะเลือกการดำเนินชีวิตมากกว่าพวกเขา" ซึ่งก็ถือว่าเป็นเครื่องเตือนใจที่ดีมากค่ะ



 

       ทางด้านการศึกษา เหมียวจบการศึกษาจากโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ค่ะ หลังจากนั้นเหมียวเข้าศึกษาต่อ ระดับปริญญาตรีที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แล้วจึงเดินทางไปเรียนปริญญาโท ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ด้าน Direct Marketing ที่ University of Missouri ค่ะ พอจบปริญญาโท เหมียวได้เข้าทำงานที่บริษัท ลีโอเบอร์เน็ต จำกัด ซึ่งที่นี่เป็นเหมือนโรงเรียนอีกแห่งหนึ่ง ที่สอนเหมียวด้านการทำงาน และได้ให้ประสบการณ์มากมายแก่เหมียว ซึ่งหลังจากที่เหมียวได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ จากที่นี่มามากพอสมควรแล้ว เหมียวได้ตัดสินใจก้าวออกมาทำธุรกิจเอง จนถึงปัจจุบันซึ่งก็คือบริษัท อมิตี คอนซัลติง จำกัด ค่ะ



 

       หลังจากจบปริญญาโท ด้าน Direct Marketing ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เหมียวกลับมาทำงานที่เมืองไทยโดยเริ่มต้นทำงานที่บริษัท ลีโอเบอร์เน็ต จำกัดค่ะ ตอนนั้นประสบความสำเร็จเร็วมาก เพื่อนๆก็ชื่นชม โอ้โห!..อายุ 25 ได้เงินเดือนเป็นแสนแล้ว พออายุ 29 มีรายได้เดือนละประมาณสามแสน และได้กลายเป็นนักการตลาดที่มีชื่อเสียงในวงการ มีคนชมเยอะ แล้วยังไปเป็นครูสอนหนังสือ ใครๆก็เรียกอาจารย์ สิ่งเหล่านี้ทำให้รู้สึกว่าความสำเร็จมันมาเร็วมาก หลงใหลได้ปลื้มอยู่พักหนึ่งค่ะ ก่อนจะรู้ว่าแท้จริงสิ่งเหล่านี้คือภาพลวงตา!

       หลังจากออกจากลีโอเบอร์เน็ตแล้วมาเป็นคอนซัลท์ค่ะ ตั้งบริษัทเอง เริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้น ได้เงินมากขึ้น สิ่งเหล่านี้ทำให้อัตตาเราสูงขึ้นโดยธรรมชาตินะคะ จนเราควบคุมตัวเองไม่อยู่ แล้วเราไม่มีความรู้เลยว่าอย่างนี้เค้าเรียกอีโก้ มาเข้าใจหลังจากได้ปฏิติธรรมค่ะ

       ปัจจุบันนี้เหมียวทำงานอยู่ที่บริษัท อมิตี คอนซัลติง จำกัด (Amity Consulting Co., Ltd) ในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการบริษัทค่ะ ซึ่งเป็นบริษัทที่เหมียวร่วมเปิดกับเพื่อนชื่อทิพย์ (ทิพย์วรรณ อังคีรส) บริษัทเราเป็นบริษัทขนาดเล็กที่เน้นงานด้านการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับเรื่อง CRM (Customer Relationship Management) และการ Set up call center ค่ะ

       ทุกวันนี้ทิพย์กับเหมียวพยายามบริหารบริษัท อย่างพอเพียงค่ะ เราจึงมีพนักงานไม่เกิน 20 คน เพราะคิดว่าถ้าใหญ่กว่านี้ เราอาจจะรู้สึกไม่มีความสุขค่ ะเพราะไม่มีเวลาไปนั่งวิปัสสนา ไม่มีเวลาไปเที่ยวพักผ่อน เราเลือกที่จะพอแค่นี้ เพื่อให้อยู่กันได้อย่างสบายนะคะ ความจริงเริ่มแรกบริษัทเรามีชื่อว่า DM Vision ค่ะ แต่ตอนหลังเปลี่ยนเป็นชื่อ Amity Consulting Co., Ltd เพราะการทำงานของบริษัทเราจะเหมือนเพื่อน พี่ น้อง มากกว่าแค่การเป็น “นาย” กับ “ลูกน้อง” ซึ่ง “Amity” แปลเป็นภาษาไทยมีความหมายว่า “มิตรภาพ”ค่ะ ซึ่งคำนี้เป็นคำที่เหมาะสมกับลักษณะการทำงาน ของบริษัทเรามาก

       ตลอดระยะเวลา 22 ปีของการทำงาน ลูกค้าของเราก็มาจากหลากหลายธุรกิจค่ะ อาทิ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท โนเกีย (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) โรงพยาบาลพญาไท ฯลฯ ด้วยลักษณะที่แตกต่างกันของลูกค้า ทำให้ Requirement ที่เราได้รับจากลูกค้าแต่ละแห่งก็มีความแตกต่างกันไปค่ะ ซึ่งจุดนี้ทำให้ทำให้พวกเราต้องตื่นตัวอยู่เสมอ เพราะงานของพวกเรามีความท้าทายค่อนข้างสูงค่ะ

ผลงานด้านอื่นๆของเหมียวค่ะ

  • เป็นผู้ร่วมก่อตั้งสมาคม Thai Direct Marketing Association
  • เป็นผู้บรรยายทางวิชาการให้แก่มหาวิทยาลัยและบริษัทชั้นนำในประเทศไทยและต่างประเทศหลายแห่งในหัวข้อ CRM, Direct Marketing และธรรมะ อาทิ ปตท., ธนาคารกสิกรไทย, Jim Thompson, ธนาคารกรุงศรีอยุธยา, โรงพยาบาลค่ายประจักษ์ศิลปาคม อุดรธานี, เรือนจำกลางบางขวาง และห้างสรรพสินค้าเอ็มโพเรียม เป็นต้น
  • เขียนบทความลงในคอลัมน์ Your Self ให้กับนิตยาสาร รักลูก ซึ่งได้รับการตีพิมพ์รวมเล่มออกมาเป็นหนังสือในปี 2008 ภายใต้ชื่อ “เปลี่ยนความคิด ชีวิตเปลี่ยน”

 

       ก่อนที่จะพบกับธรรมะ เหมียวหลงอยู่กับความสำเร็จ หลงอยู่กับเงินที่เกิดจากการทำงานอยู่หลายปีค่ะ จนรู้สึกว่านิสัยตัวเองแย่ลง ความอดทนน้อยลง ในขณะที่อีโก้หรืออัตตาเพิ่มขึ้นทุกวัน จนถึงจุดหนึ่งมันก็เริ่มกลับมาทำร้ายเราโดยไม่รู้ตัว ตอนนั้นรู้สึกแต่ว่ามีแต่เรื่องทั้งวัน ไม่มีความสุขค่ะ ทั้งๆที่ประสบความสำเร็จ มีชื่อเสียง มีตำแหน่งหน้าที่การงานที่ดี มีเงิน ซึ่งน่าจะเป็นสูตรสำเร็จหรือสมการของความสุขตามมาตรฐานของสังคม โชคดีลงจากหลังเสือทันเพราะได้มีโอกาสไปปฏิบัติธรรมค่ะ พอดีน้องสาวเหมียวชวนให้เหมียวไปดูดวงกับหมอดูคนหนึ่ง และเค้าทักเหมียวว่า “คุณเคยไปวิปัสสนาหรือยัง คุณต้องไปนะ แต่ไปทางพุทธ” ยอมรับว่า หลังจากนั้นเหมียวก็ยังไม่เชื่อ เพราะไม่ได้สนใจเท่าไหร่ค่ะ เลยยังไม่ได้คิดจะไปค้นหาคำตอบว่าธรรมะคืออะไร จนกระทั่งมีเหตุการณ์ที่ทำให้เหมียวต้องสะดุดกับคำว่าธรรมะอีกครั้ง ตอนนั้นเหมียวได้มีโอกาสไปดำน้ำกับพี่ปิ๋ม (พวงผกา บุนนาค) ในทริปดำน้ำทริปหนึ่ง ซึ่งที่แปลกก็คือ ระหว่างที่กำลังคุยกันเรื่องไปเที่ยว Backpack (แบ็คแพ็ก) อยู่ พี่ปิ๋มก็ถามขึ้นมาว่า “เหมียวเคยคิดไปวิปัสสนาบ้างไหม” เหมียวเลยรู้สึกว่า ฮ้า!! หมอดูเพิ่งทัก ทำไมพี่ปิ๋มถึงคิดว่าเหมียวควรจะไป พี่ปิ๋มบอกว่าพวกแบ็คแพ็ก ไปกันเยอะ เหมียวก็เลยโอเค ลองดูสักตั้ง!! ซึ่งหลังจากปฏิบัติธรรมครบสิบวัน เหมียวรู้สึกว่าปลาบปลื้มมาก ร้องไห้ใหญ่เลย ปีติมาก รู้สึกเหมือนได้เกิดใหม่และเป็นคนที่ดี ที่มีความสุขขึ้นค่ะ เหมือนที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “มนุษย์เกิดสองครั้ง ครั้งแรกคือเมื่อเกิดจากท้องแม่ และครั้งที่สองคือเมื่อพบธรรมะที่บริสุทธิ์” ซึ่งเหมียวเห็นด้วยมากค่ะ เพราะได้ผ่านและรับรู้ประสบการณ์นั้นด้วยตัวเองมาแล้ว ทุกวันนี้เข้าใจแล้วค่ะว่าสมการความสุขที่แท้จริงเป็นอย่างไรค่ะ

       หลังจากนั้นเหมียวก็ยังคงไปปฏิบัติธรรมอยู่อย่างสม่ำเสมอทุกปี ปีละหลายครั้งค่ะ ล่าสุดก็เพิ่งไปนั่ง 20 วันที่อินเดียมาค่ะ สิ่งที่เหมียวได้จาการปฏิบัติธรรมที่เห็นได้ชัดคือเรื่อง อารมณ์ค่ะ เมื่อก่อนเหมียวเป็นคนโกรธง่ายมาก อย่างเช่นพอโดนขับรถปาดหน้านี่จะโกรธมาก แต่เดี๋ยวนี้ความโกรธน้อยลงมากค่ะเมื่อเทียบกับเมื่อก่อน “คือถ้าเป็นเมื่อก่อนกว่าจะรู้ตัวว่าโกรธก็ต่อเมื่อความโกรธนั้นได้หายไปแล้ว แต่เดี๋ยวนี้เวลามีความโกรธเกิดขึ้น จะรู้ในวินาทีนั้นเลยว่านี่เรากำลังโกรธอยู่ พอรู้ตัวความโกรธนั้นจะหายไปเลยค่ะ” ซึ่งเหมียวไม่ได้หมายความว่าหลังจากปฏิบัติธรรมแล้วเหมียวไม่มีอารมณ์โกรธหลงเหลืออีกเลยนะคะ มนุษย์เราไม่ให้โกรธเลยคงไม่ได้หรอกค่ะ แต่มันก็ค่อยๆ ดีขึ้นๆ เรื่อยๆค่ะ ซึ่งสำหรับเหมียวก็ถือว่าประสบความสำเร็จในการปฏิบัติแล้ว…เพราะลองคิดดูเล่นๆ นะคะ วันนึงมี 24 ชั่วโมง ถ้าเราสามารถลดช่วงเวลาที่รู้สึกโกรธลงได้เรื่อยๆ นั่นหมายความว่าจะเรามีช่วงเวลาที่มีความสุขเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆเช่นกันค่ะ

       ท้ายสุดเกี่ยวกับเรื่องธรรมะของเหมียวนี้ เหมียวมองว่าระดับธรรมะของเหมียวยังอยู่ในขั้นอนุบาลค่ะ ยังมีอะไรอีกมากมายที่เหมียวต้องเรียนรู้และศึกษาปฏิบัติอีกเยอะ แต่อย่างน้อยเหมียวก็ดีใจที่เหมียวได้รู้จักเส้นทางนี้ และได้เริ่มก้าวเดินไปในเส้นทางที่จะทำให้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขมากยิ่งขึ้น ซึ่งเหมียวหวังว่าประสบการณ์ของเหมียว คงมีประโยชน์กับผู้อื่นไม่มากก็น้อย และเหมียวจะยินดีอย่างยิ่ง ถ้าเรื่องของเหมียวจะเป็นเรื่องหนึ่งที่สามารถเป็นแรงบันดาลใจ ให้ผู้ที่ได้รับรู้สนใจที่จะก้าวเดินไปในเส้นทางธรรมด้วยกันค่ะ